กฎกระทรวงใหม่ 2568: ติดโซลาร์รูฟ ≤ 20 kW ไม่ต้องขออนุญาตแล้ว!
กฎกระทรวงใหม่ 2568: ติดโซลาร์รูฟ ≤ 20 kW ไม่ต้องขออนุญาตแล้ว!
เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศใช้ กฎกระทรวงฉบับที่ 76 (พ.ศ. 2568) เพื่อแก้ไขต่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งมีผลโดยตรงต่อผู้ที่ต้องการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปในประเทศไทย โดยภายใต้ประกาศฉบับนี้ ได้กำหนดว่า การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร ที่มีกำลังผลิตรวมไม่เกิน 20 กิโลวัตต์ (kW) จะไม่ถือว่าเป็น “การดัดแปลงอาคาร” อีกต่อไป ส่งผลให้ผู้ติดตั้งไม่จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตดัดแปลงอาคารจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของบ้าน อาคารพาณิชย์ โรงงาน และผู้ประกอบการด้านพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วประเทศ
การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยเปิดทางให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยและธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างง่ายขึ้น พร้อมทั้งลดทั้งระยะเวลาและขั้นตอนทางกฎหมาย ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาวิธีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในบ้านหรืออาคารธุรกิจ นี่คือโอกาสทองที่ไม่ควรพลาด
สาระสำคัญของประกาศ กฎหมายโซลาร์รูฟท็อป 2568
1. ไม่ต้องขออนุญาตดัดแปลงอาคาร
- สำหรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร ที่มีกำลังผลิตรวมไม่เกิน 20 kW จะไม่ถูกจัดเป็นงานดัดแปลงอาคารตามนิยามเดิมของกฎกระทรวง พ.ศ. 2522
- ส่งผลให้ไม่ต้องยื่นแบบขออนุญาต ข.1 / ข.2 หรือผ่านกระบวนการตรวจสอบแบบจากหน่วยงานท้องถิ่นเหมือนที่ผ่านมา
2. ลดขั้นตอน – ลดเวลา – ลดต้นทุน
ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปไม่ต้องเผชิญกับการรอนานหลายเดือนเพื่อขออนุญาต
ลดภาระด้านเอกสาร และความไม่แน่นอนทางกฎหมาย
ทำให้โครงการติดตั้งสามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้น
3. ส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานสะอาด
- ด้วยเงื่อนไขที่ง่ายขึ้น ภาคประชาชนและภาคธุรกิจสามารถติดตั้งโซลาร์ได้ง่ายขึ้น
- ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย
4. มีผลบังคับใช้แล้วทันที
- ประกาศเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป
มาตรฐานความปลอดภัยที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
แม้ไม่ต้องขออนุญาตดัดแปลงอาคาร แต่ระบบโซลาร์ยังต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านวิศวกรรม เพื่อให้ระบบมีอายุการใช้งานยาวนานและไม่เกิดความเสี่ยง เช่น
มาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าและเซลล์แสงอาทิตย์ เช่น IEC, TIS
การออกแบบระบบรับน้ำหนักโครงสร้าง หลังคาต้องรองรับน้ำหนักแผงและโครงยึด
ระบบป้องกันไฟย้อนและอัคคีภัย (AFCI, Rapid Shutdown)
การเดินสายไฟและระบบ Earthing ที่ถูกต้องตามมาตรฐานการไฟฟ้า
แม้กฎหมายผ่อนผันแต่การเลือกผู้ติดตั้งมืออาชีพยังสำคัญ เพื่อให้ผ่านเงื่อนไขมาตรฐานเมื่อมีการยื่นตรวจสอบ/ขายไฟในอนาคต
ระบบโซลาร์แบบไหนเหมาะกับใคร?
การเลือกประเภทระบบโซลาร์เป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะแต่ละแบบเหมาะกับการใช้งานและงบประมาณต่างกัน หากเลือกถูกตั้งแต่แรก จะช่วยให้ประหยัดค่าไฟได้สูงสุดและคืนทุนไวขึ้น โดยระบบที่พบมากในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้:
ระบบ On-Grid (เชื่อมกับการไฟฟ้า)
เหมาะสำหรับ บ้านทั่วไป ร้านค้า โฮมออฟฟิศ ธุรกิจที่ใช้ไฟกลางวันเยอะ เป็นระบบที่ติดตั้งมากที่สุดในบ้านพักอาศัย เพราะใช้งานง่าย ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นต่ำ และช่วยลดค่าไฟโดยตรงจากการใช้แผงผลิตไฟฟ้าแทนการดึงไฟฟ้าจากการไฟฟ้า
ข้อดี
ลดค่าไฟได้มากโดยเฉพาะช่วงกลางวัน
ลงทุนเริ่มต้นประหยัดกว่าระบบที่มีแบตเตอรี่
เหมาะที่สุดกับขนาดไม่เกิน 20kW ภายใต้ประกาศกฎหมายใหม่
ข้อควรรู้
หากไฟดับ ระบบจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ (เพื่อความปลอดภัยของช่างไฟฟ้า)
กฎหมายใหม่เอื้อที่สุดกับระบบแบบนี้ เหมาะกับบ้านส่วนใหญ่ในไทย
ระบบ Hybrid + แบตเตอรี่ (โซลาร์ + เก็บไฟสำรอง)
เหมาะกับ บ้านที่ไฟดับบ่อย ธุรกิจที่ห้ามไฟตก เช่น คลังสินค้า อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร โรงพยาบาลขนาดเล็ก หรือบ้านที่ต้องการใช้ไฟกลางคืนจากแบตเตอรี่ ระบบนี้เพิ่มแบตเตอรี่เข้ามาเพื่อเก็บไฟที่ผลิตตอนกลางวันไว้ใช้ช่วงกลางคืน ช่วยลดค่าไฟเพิ่ม และยังทำหน้าที่เป็น UPS เมื่อไฟดับ
ข้อดี
มีไฟสำรองเมื่อไฟดับ
ช่วยลดค่าไฟกลางคืนได้ด้วย
ควบคุมพลังงานได้ยืดหยุ่นกว่า
ข้อควรรู้
ราคาสูงกว่าระบบ On-Grid เพราะมีแบตเตอรี่และอุปกรณ์ควบคุมเพิ่มเติม
เหมาะกับบ้านที่ต้องการความมั่นคงของระบบไฟมากกว่าความประหยัดอย่างเดียว
ระบบ Off-Grid (ไม่พึ่งไฟการไฟฟ้าเลย)
เหมาะกับ พื้นที่ไม่มีโครงข่ายไฟฟ้า เช่น ไร่ รีสอร์ทบนดอย คอนเทนเนอร์โฮม ไซต์งานก่อสร้าง เป็นระบบที่ใช้ไฟจากโซลาร์และแบตเตอรี่ทั้งหมด โดยไม่เชื่อมต่อกับสายส่งของรัฐ
ข้อดี
ใช้ไฟได้ทุกที่ โดยไม่ต้องพึ่งการไฟฟ้า
เหมาะกับพื้นที่ห่างไกล
ข้อควรรู้
ต้องคำนวณขนาดระบบอย่างละเอียด ไม่อย่างนั้นไฟอาจไม่พอ
มีต้นทุนสูงขึ้นตามความต้องการพลังงาน
เหมาะกับพื้นที่ Remote มากกว่าใช้ในบ้านเมือง
คาดการณ์ระยะคืนทุน (ROI) หลังลดขั้นตอนเอกสาร
โดยเฉลี่ยระบบโซลาร์บ้านขนาด 5–10 kW มีอัตราคืนทุนประมาณ 3.5–6 ปี แต่หลังลดขั้นตอนขออนุญาต → ระยะเวลาเริ่มเดินระบบเร็วขึ้น 1–3 เดือน ส่งผลให้
คืนทุนไวขึ้น
เริ่มลดค่าไฟได้ทันทีหลังติดตั้ง
ธุรกิจมี Payback Period สั้นลง
ทำไมต้องให้วิศวโยธาเซ็นแบบแม้ไม่ต้องขออนุญาตดัดแปลง?
หลายเขตเทศบาลยังต้องการการรับรองโครงสร้างเพื่อยืนยันว่า
หลังคารับน้ำหนักได้ตามมาตรฐาน
ไม่กระทบต่อความปลอดภัยผู้อยู่อาศัย
รองรับลม แรงสั่นสะเทือน ความลาดเอียง ฯลฯ
ดังนั้น การมีวิศวะเซ็นแบบ = ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายในอนาคต
โดยเฉพาะกรณี
ต้องยื่นขอขายไฟ PEA/MEA
ยื่นตรวจสอบเพื่อขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
ใช้เป็นหลักฐานกับประกันภัยอาคาร
ทำไมเลือกบริษัทอิเล็คตรอนมูพ
- เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปครบวงจร จากการออกแบบ รับรองจนถึงติดตั้ง และการเชื่อมโยงกับระบบไฟฟ้า (Grid)
- เข้าใจและพร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขกฎหมายล่าสุด ไม่ต้องกังวลเรื่องขออนุญาตดัดแปลงอาคาร เมื่ออยู่ภายใต้ขอบเขตกำลังผลิตไม่เกิน 20 kW
- ให้บริการทั้งบ้านพักอาศัย อาคารพาณิชย์ โรงงาน เอกชน และองค์กร พร้อมการรับประกันคุณภาพงานติดตั้ง
- ช่วยลดค่าไฟฟ้ารายเดือนของคุณได้เร็วขึ้น เพราะโครงการเดินหน้าได้ทันทีหลังอนุญาตน้อยลง
ขั้นตอนและเอกสารที่จำเป็น
แบบสำรวจอาคาร ให้วิศวโยธาเซ็นรับรองแบบ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มที่นี่
สำเนาใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา
สำเนาบัตรประชาชน & สำเนาทะเบียนบ้าน ของเจ้าของบ้าน
สำเนาโฉนดที่ดิน หรือสำเนาสัญญาซื้อขาย
หากติดตั้งไม่เกิน 160 ตารางเมตร และน้ำหนักรวมไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อ ตารางเมตร ทางเขตอาจให้ยื่นเรื่องโดยให้วิศวโยธาเขียนแบบขึ้นมาเซ็นรับรองได้
หลังติดตั้ง นำระบบโซลาร์รูฟท็อปไปแจ้งกับเทศบาลท้องถิ่น พร้อมแนบไฟล์เอกสารตามที่ทางเขตกำหนด
ผลดีที่คุณจะได้รับ
ติดตั้งโซลาร์ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องรออนุญาตยาวนานเหมือนเดิม
ถูกต้องตามกฎหมาย 100% สบายใจเรื่องข้อกล่าวหาดัดแปลงอาคารผิดระเบียบ
เริ่มคืนทุนเร็วขึ้น โครงการเดินหน้าได้เร็วขึ้น รายได้/การประหยัดค่าไฟเริ่มได้เร็วกว่า
มีส่วนร่วมในเป้าหมายพลังงานสะอาดของประเทศ เสริมภาพลักษณ์องค์กรหรือบ้านที่ยั่งยืน